May 22, 2008

4 Way to be an Intelligent

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนคงต้องยอมรับนะครับว่า ใครๆ ก็อยากเป็นคนเก่งด้วยกันทั้งนั้น และผมเองก็เชื่อนะครับว่าคนทุกคนมีความเก่งอยู่ในตัวกันทั้งนั้น เพียงแต่เรื่องที่แต่ละคนเก่งนั้นอาจแตก ต่างกันไปเท่านั้นเองครับ

เมื่อไม่นานนี้นะครับผมก็มีโอกาสไปอ่านบทความๆ นึงมาครับ และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ก็เลยขอนำเรื่องราวนั้นมาแบ่งปันให้ฟังครับ สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่ผมจะนำมาแบ่งปันในวันนี้ก็คือ วิธีคิดอย่างคนเก่งครับ

1.    มีความกล้า และพยายามทำในสิ่งที่ต่างๆ

อย่างที่ผมเองเคยกล่าวไปแล้วนะครับว่า ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความฝัน มีเป้าหมายในชีวิต เพื่อนๆ ต้องกล้าที่จะฝัน และเมื่อเพื่อนๆ มีเป้าหมายมีความฝัน ก็ขอให้เพื่อนๆ ลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น จริงจังให้ถึงที่สุด เพราะความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเป็นแรงผลักดันให้ความฝันของเพื่อนๆ นั้นกลายเป็นความจริง ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ ได้ลงมือทำแล้วแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ผมว่าก็ยังเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจอยู่นะครับ ว่าอย่างน้อยเราก็เคยได้ลงมือทำแล้ว ดีกว่าไม่เคยได้ทดลองหรือลงมือทำเลย ดังนั้นขอให้กล้าที่จะฝันและลงมือทำให้เต็มที่ครับ

2.    มีความเชื่อมั่นในตนเอง

เมื่อเพื่อนๆ มีความฝันแล้ว ขอให้เพื่อนๆ มีความเชื่อมั่นในตนเองด้วยนะครับว่า เพื่อนๆ สามารถทำได้ เคยมีคนบอกผมมานะครับว่า เราคิดอย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้น หากเรามัวแต่คิดว่าเราทำไม่ได้ เราก็จะไม่มีวันทำได้ ในทางกลับกัน หากเพื่อนๆ คิดว่าเราทำได้ เรามีความสามารถ เราก็จะมีแรงที่จะต่อสู้ และทำสิ่งนั้นจนสำเร็จได้ครับ ดังนั้นขอให้มีความเชื่อมั่นในตนเองว่าเราสามารถทำอะไรๆ ก็ได้ครับ

 
3.    ค้นหาบุคคลต้นแบบ

ตามที่ผมเคยบอกมาตลอดนะครับเรื่องค้นหาบุคคลต้นแบบ เพราะนั่นจะเป็นแรงผลักดันให้เรามีความพยายามที่จะเป็นให้ได้เหมือนบุคคลต้นแบบเหล่านั้น และหากเราเดินตามทางของบุคคลต้นแบบของเรา เราก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างบุคคลเหล่านั้นเช่นกันนะครับ

4.    มองโลกในแง่ดี

ขอให้เพื่อนๆ ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่ดี มีความสุข เพราะนั่นจะทำให้เพื่อนๆ มีความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวาและมีแรงที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์  ลองสังเกตดูนะครับว่า เพียงแค่เรายิ้ม สิ่งต่างๆ ก็ดูดีขึ้นแล้วครับ เหมือนกับเวลาที่เราเครียด แล้วได้ยิ้มขึ้นมาบ้าง ก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมากเลยนะครับ เป็นการแต่งแต้มความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตนเอง และสิ่งที่ทำอยู่ครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ เป็นคนเก่งได้ และที่สำคัญผมมองว่าเทคนิคเหล่านี้ยังจะช่วยให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณทำได้อีกด้วยนะครับ หากเพื่อนๆ คนใดมีเทคนิคหรือต้องเสนอแนะความคิดเห็นเพิ่มเติมก็สามารถฝากไว้ได้ที่ Comment นะครับ

สุดท้ายผมก็ขอฝากทิ้งท้ายไว้สักนิดนะครับว่า ความเก่งนั้นสามารถพัฒนากันได้ ใครๆ ก็สามารถเก่งได้ และหาได้ไม่ยาก แต่คนที่เก่งและเป็นคนดีนั้นหายากนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนดี รู้จักแบ่งปันให้กับสังคมด้วยนะครับ

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ
ตราวุทธิ์

-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เรียนลัดวิธีการทำโฆษณาด้วย Google Adwords
อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ได้ที่บ้านของคุณ
=> http://www.AdWords-eClass.com
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

Filed under General by

Spread the Word!

Permalink Print Comment

Comments on 4 Way to be an Intelligent »

May 22, 2008

Nuttachai Rassadondee @ 3:35 pm

พยายามตามความฝันอยู่ แม้ว่ามันจะไม่ช่วยเพิ่มเงินตราก็ตาม

dayafterday2008 @ 5:14 pm

ขอเพิ่มอีก 2ข้อครับ ลงมือทำเลยครับ และการฝึกฝนทุกวัน ก่อนที่เอดิสันจะทำหลอดไฟได้เขาบอกว่าแค่เขาทำผิดวิธีพันครั้งแค่นั้นเอง เอาใจช่วยเพื่อนๆพี่ๆทุกคนครับ

joyc.. @ 5:32 pm

แวะมายิ้มให้สักทีหนึ่ง ^_^

May 24, 2008

Fotosnap @ 4:39 am

แม้ว่ามันจะยากลำบากแต่ก็จะพยายาม - -"

May 26, 2008

Mrkom @ 6:09 am

ความพยายาม ความอทน มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ลงมือทำทันทีไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง

nok @ 6:37 am

Nice,
Thanks very much for such a nice article. You have inspired many new generation, I think, including me.
Keep up with good work!

May 28, 2008

Ju... @ 10:14 am

ขอบคุณมากสำหรับบทความดีๆที่นำมาให้อ่านเรื่อยๆุุ..

May 30, 2008

navy4100 @ 6:49 pm

ขอบคุณครับ ที่ให้บทความดีๆ มาอ่าน เพิ่มกำลังใจ ที่ จะ ลองได้ทำ
กลัว ที่จะทำ เพราะไม่กล้าที่จะ ลอง..^_^:

June 11, 2008

joyc.. @ 11:23 am

"แค่เป็นคนดี ก็ยังไม่พอหรอก"

ช่วงนี้มีข่าวฆ่าตัวตายอยู่บ่อยๆ อย่างนิสิตจุฬาโดดตึก
(ตายตอนจิตเศร้าหมอง มีอบายเป็นที่รองรับอย่างแน่นอน)

" ไม่เบียดเบียนใคร เป็นคนดีของสังคมก็พอแล้ว" คำที่ได้ยินบ่อย ๆ
"แค่เราเป็นคนดีก็พอแล้ว…"

การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งนี้ แค่เป็นคนดี… ไม่พอ
อย่างน้อย ไม่ต้องมองไปไหนไกล เอาแค่ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าเป็นคนดี ก็ยัง "ทุกข์"

คนดี… ยังถูกนินทาว่าร้าย คนดี… ยังถูกคนรักทิ้ง ยังผิดหวัง ยังพลัดพราก
ยังป่วยไข้ ยังมีคนริษยา ยังธุรกิจล้มไม่เป็นท่า ยังเผชิญหน้ากับความตาย ฯลฯ

หลายคนในโลก ก็ยังคงได้ชื่อว่าเป็นคนดี…
แต่กลับหาทางออกให้กับตัวเองในสถานการณ์เหล่านี้ไม่เจอ
และกระทั่ง อาจร้องไห้ฟูมฟายทำร้ายตัวเองในเวลาที่เศร้าอย่างที่สุดได้ด้วยซ้ำไป

ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว แก่นอันเป็นที่สุดของศาสนาพุทธ
แจกแจงและบอกไว้ให้หมดแล้วว่า เราจะอยู่กับโลกอย่างไรโดยไม่ต้องเป็นทุกข์
แต่เหมือนหลายคนจะพอใจอยู่แค่ที่ว่า ไปวัดทำบุญ ใส่ซองผ้าป่า ชวนกันไปเวียนเทียน
หรือถวายสังฆทาน ฯลฯ แล้วก็กลับออกจากวัดมาหน้ามืดหน้ามัวเหมือนเดิม
โดยที่ไม่เคยรู้ หรือมีความสนใจใคร่ศึกษาให้รู้ลงไปเลยว่า
ที่สุดของพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้ามุ่งตรัสสอนนั้น ทรงมุ่งชี้แนะสิ่งใดกันแน่
เป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้านเท่านั้น หาใช่ชาวพุทธที่แท้จริงไม่

แม้จะดำรงตนอยู่ในความดีงามแค่ไหน
แต่ถ้าขาดภูมิคุ้มกันทางด้านการ "เห็นตามจริง" ด้วยเหตุด้วยผลเสียแล้ว
ถึงเวลาทุกข์ คนดีก็ทุกข์ไม่ได้น้อยไปกว่าใครเลย หรืออาจจะมากกว่าได้ด้วยซ้ำ

บางคนอาจจะนึกแย้งว่า "การมองโลกในแง่ดี ก็ช่วยแก้ทุกข์ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?"
ก็ได้อยู่เหมือนกัน หลายคนก็ใช้วิธีนั้นและก็ได้ผล

"การมองโลกในแง่ดีเพื่อสร้างความพอใจในสิ่งที่ตนมี ยอมรับในสิ่งที่ตนได้
เป็นคำสอนของปราชญ์ทั่วไป รวมทั้งพระศาสดาของเราชาวพุทธด้วย
เช่น ทรงสอนให้เรามองโลกด้วยความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกและสรรพสัตว์

แต่คำสอนทางพระพุทธศาสนา ยังก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง
เหนือการมองโลกในแง่ดี คือ "การมองโลกตามความเป็นจริง"

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ต้องคอยนั่งปลอบใจตนเอง
หรือพยายามมองโลกในแง่ดีเป็นคราว ๆ ไป
การแก้ปัญหาความทุกข์ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจึงมีจุดสิ้นสุด

มองโลกแง่ดี มีความสุข
มองโลกตามความเป็นจริง พ้นทุกข์"

การมีพื้นฐานเป็นทานและศีลนั้น ย่อมนำชีวิตไปสู่เส้นทางที่ดีแน่นอน
แต่เป็น "คนดี" แบบที่เป็น "คนไม่ทุกข์" ด้วย ชีวิตน่าจะสุขเบากว่ากันเป็นไหน ๆ

เด็กหลายคนสมัยนี้ เกิดมาในยุคที่ไม่ต้องลำบากเหมือนยุคปู่ย่าตาทวดแล้ว
พ่อแม่ที่มีกำลังก็สรรหาและทุ่มเทในสิ่งที่ “คิด” ว่าดีที่สุดให้กับลูกกันอย่างเต็มที่

พาไปเรียนพิเศษ หัดให้เล่นดนตรี หัดให้ร้องเล่นเต้นรำ มีทักษะในศิลปะแขนงต่างๆ
เรียนว่ายน้ำ เรียนภาษาที่สอง ภาษาที่สาม ราวกับจะปั้นให้เกิดมาเก่งกล้าสารพัดวิทยายุทธ์

และเขาก็อาจเติบโตขึ้นมาอย่างเพียบพร้อมด้วยวิชาความรู้ และมากด้วยความสามารถ
แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ เขาอาจไม่รู้เลยว่า การกระทำอย่างไร จะพาชีวิตเขาไปสู่ความมืด
การกระทำอย่างไร จะพาชีวิตเขาไปสู่ความสว่าง และที่สำคัญ เมื่อมีความทุกข์
เขาอาจไม่รู้เลยว่า จะพาตัวเองออกจากกับดักของทุกข์ที่จมอยู่นั้นได้อย่างไร
เราจึงเห็นเด็กเก่ง ที่ยังซึมเศร้า เครียด ฆ่าตัวตาย ก่อเรื่องราว อาละวาดเอาแต่ใจได้ทั่วไป

พ่อแม่อาจได้ชื่อว่าปูพื้นฐานความรู้ให้ลูกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็จะนับว่าน่าเสียดายยิ่ง…
หากเขาไม่มีพื้นฐานความเข้าใจ ในการพาตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกข์ได้เลย

และนั่นคือวิชาที่สำคัญที่สุดที่เขาควรได้เรียนรู้ให้สมกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์
เพราะสิ่งที่เป็นความสุขอย่างที่สุด

July 13, 2008

Art @ 1:01 am

You are my role model, Trawut.

Many of your articles make me feel good when I have some troubles. Hope you still write good articles for me(us).

Leave a Comment