February 25, 2008
The Resell Right Styles
| สวัสดีครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับกับสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปพักผ่อนที่ไหนมาบ้างหรือเปล่าครับ ยังไงทำงานหนักๆ แล้ว ก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนให้กับตนเองบ้างนะครับ สำหรับวันนี้ผมก็มีบทความดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกแล้วครับ เพราะจากที่เราทุกคนได้อยู่ในวงการeBusiness กันมาพอสมควร ก็คงจะได้เห็น ได้พบเจอโอกาสทางธุรกิจแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่เสมอนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่คุณจะเห็นได้ว่ามีการทำกันมากเลยบนอินเตอร์เน็ต คือ ธุรกิจการขายกรรมสิทธิ์ของInfo Product หรือที่เรียกกันว่า ขาย Resell Rights นั่นเองครับ ซึ่งการขาย Resell Rights นี้ มีหลายแบบมาก จึงทำให้บางคนสงสัยว่า แต่ละแบบที่เห็นมานั้นมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ผมจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อให้ทุกคนคลายความสงสัยกันครับ
แล้วพบกันใหม่ครับ ตราวุทธิ์
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
ถ้าหากใครได้ทำธุรกิจ GoogleRich หรือ eBusiness อื่นๆ มาสักพักแล้ว ผมคิดว่าคงจะเคยได้ยิน หรือ เคยพบเจอเว็บไซต์ หรือเคยเห็นสินค้าที่มีการขายพร้อมกรรมสิทธิ์ในการขายต่อ หรือ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Resell Right กันมาบ้างพอสมควรแล้ว และการขายพร้อมกรรมสิทธิ์นี้ก็มีอีกหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีชื่อเรียกต่างๆ กันไป ทำให้หลายๆ คนยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ว่า ตกลงพวก Resell Right เหล่านี้มีไว้ทำไมกันแน่ และเราสามารถนำสินค้าเหล่านี้มาทำประโยชน์อะไรให้กับเราได้บ้าง จริงๆ แล้ว ถ้าให้ว่ากันง่ายๆ เลยคือว่า สินค้าประเภท Info Product ทั้งหลายนั้น (ทั้ง Digital Product และ Downloadable Product) เมื่อมีใครสักคนหนึ่งทำขึ้นมาแล้ว ลิขสิทธิ์ก็จะตกเป็นของคนๆนั้นทันที เหมือนกับเป็นทรัพย์สินทางปัญญานั่นเองครับ ซึ่งคนที่ทำ Info Product ขึ้นมา สามารถทำการส่งต่อสิทธิ์แห่งความเป็นเจ้าของนี้ให้กับใครก็ได้ (เพราะตนเองเป็นเจ้าของ จึงสามารถทำได้ทุกอย่างครับ) จึงมีคนหัวใสบางคน คิดระบบการขายสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของนี้ขึ้นมาครับ โดยการส่งต่อกรรมสิทธิ์แห่งการขายต่อ หรือ การเป็นเจ้าของนี้ มีทั้งหมดด้วยกัน 5 แบบด้วยกันดังนี้ครับ
1. Basic Resell Rights คือ การมอบกรรมสิทธิ์ในการนำสินค้าไปขายต่อ โดยสมมติว่าเราได้รับกรรมสิทธิ์นี้จากเจ้าของสินค้า เราสามารถนำสินค้าชิ้นนี้ไปขายต่อให้กับใคร ในราคาเท่าไหร่ก็ได้ และถ้าหากได้กำไร ไม่ว่าจะเท่าไหร่ ก็จะเป็นของเราทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องไปมอบให้กับเจ้าของดั้งเดิมเลยสักบาทเดียว แต่ว่า คนที่ซื้อสินค้านี้ไปจากเรา ไม่สามารถนำสินค้านี้ไปขายต่อให้กับคนอื่นๆ ได้ ต้องเก็บไว้ใช้ส่วนตัวเท่านั้น และเราไม่สามารถทำการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสินค้าได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ
2. Master Resell Rights คือ การมอบกรรมสิทธิ์ในการนำสินค้าไปขายต่อพร้อมกรรมสิทธิ์ในการขายต่อ อ่านดูแล้วอาจจะงงๆ นะครับ การได้รับกรรมสิทธิ์แบบ Master Resell Rights นี้ จะเหนือกว่าแบบ Basic Resell Rights ไปอีกขั้นหนึ่ง กล่าวคือ ได้รับสิทธิ์ทุกอย่างเหมือนกับแบบ Basicสามารถนำสินค้าไปขายต่อได้ รวมทั้งสามารถขายหรือมอบกรรมสิทธิ์ในการขายต่อให้กับใครก็ได้ ดังนั้น ถ้าหากเราได้รับกรรมสิทธิ์แบบ Master Resell Rights เราสามารถนำสินค้าไปขายต่อแบบปรกติได้ หรือ เราอาจจะนำสินค้าไปขายต่อพร้อมกับกรรมสิทธิ์ในการขายต่อ ก็ได้ ทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้านี้ไปจากเรา สามารถนำสินค้าไปขายต่อให้กับคนอื่นๆ ได้นั่นเองครับ แต่สิ่งเดียวที่เราไม่สามารถทำได้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาที่อยู่ในตัวสินค้า ครับ
3. Private Label Rights คือ การมอบกรรมสิทธิ์ทุกอย่างในตัวสินค้าให้เลย การได้รับกรรมสิทธิ์แบบนี้ คือ ที่สุดของการได้กรรมสิทธิ์แล้วครับ เพราะว่าเราสามารถทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพิ่มเติมทุกอย่างของสินค้าได้ เหมือนกับว่า เราเป็นคนทำสินค้า หรือ เป็นเจ้าของสินค้าเองเลยครับ รวมทั้งเราสามารถเปลี่ยนชื่อผู้แต่ง ให้เป็นชื่อเราด้วยก็ย่อมได้ครับ ดังนั้นเมื่อเราได้รับสิทธิ์ทุกอย่างเหมือนกับเจ้าของตัวจริง เราจึงสามารถนำสินค้านี้ไปขายต่อแบบไหนก็ได้ จะขายพร้อมกับ Basic Resell Rights หรือขายกับ Master Resell Rights ก็ได้ครับ
4. Give Away Rights คือ การมอบกรรมสิทธิ์ในการส่งต่อสินค้า ถ้าหากเราได้รับกรรมสิทธิ์นี้ หมายถึง เราสามารถนำสินค้านี้ไปแจกให้กับสมาชิก หรือ คนอื่นได้ฟรีๆโดยมีข้อแม้ว่า ห้ามทำการแก้ไข หรือ เปลี่ยนแปลงตัวสินค้า และ ห้ามนำไปขายต่อ
5. Royalty Rights คือ กรรมสิทธิ์ในการขายต่อแบบต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ถ้าหากเราได้รับกรรมสิทธิ์แบบนี้ เราสามารถนำสินค้าไปขายต่อได้ เพียงแต่ว่า ทุกๆ ครั้งที่ขายสินค้าได้ จะต้องทำการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของนั่นเองครับ โดยมากแล้ว หนังสือทั่วไปที่วางขายตามร้านหนังสือ มักจะมีลิขสิทธิ์แบบนี้ คือ สำนักพิมพ์ได้รับสิทธิ์นี้จากนักเขียน เมื่อมีคนซื้อหนังสือ ทางสำนักพิมพ์ก็จะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับนักเขียนครับ
เป็นอย่างไรกับบ้างครับ หลังจากที่ได้รับรู้ความแตกต่างของกรรมสิทธิ์แต่ละแบบแล้ว คิดว่าเพื่อนๆคงมองเห็นภาพรวมของธุรกิจการขายกรรมสิทธิ์นี้มากขึ้นแล้วนะครับ เพราะว่าข้อดีของธุรกิจนี้คือเพื่อนๆ สามารถซื้อสินค้าพร้อมกับสิทธิ์ในการขายต่อ มาทำการขายต่อบนเว็บไซต์ของตนเองได้เลยหรือ นำไปประมูลขายตามที่ต่างๆ ก็ได้ แล้วถ้าหากขายได้เท่าไหร่ ก็เก็บกำไรไว้ได้แบบเต็มๆ เลยครับ
- บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
-=-=-==-=-=-=-==-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=- < ———- จบบทความ ———-> ** สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ทุกท่าน ** คุณสามารถนำบทความนี้ไปแสดงบนเว็บไซต์ของคุณได้ โดยขอให้แสดงบทความทั้งบทความตั้งแต่ชื่อบทความจนถึงจุด "จบบทความ" โดยไม่มีการแก้ไขลิงค์และส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความขอบคุณครับ
|






Comments on The Resell Right Styles »
สวัสดีครับ คุณ ตราวุทย์
พอดี ผมมีคำถามที่อยากจะถามหน่อยอะครับ พอดี ได้มีการ ซื้อขายผ่าน link ของผมแล้วอะครับ แล้ว ตัวแทนบริษัทที่ดูแล โฆษณาผมตรงนี้นี่ ก็ คือ cj.com อะครับ แต่พอผมเข้าไป check ใน account แล้วอะครับ มันไม่ show การเปลี่ยนแปลงอะไรเลยอะครับ ผมเลยอยากจะถามว่า เป็นไปได้ไหมที่มันไม่ show อะไรขึ้นมาเลย เพราะว่าผมตกหล่นบางขั้นตอนไปอะครับ หรือทาง cj จะ update ให้จนกว่าข้อมูล tax ที่ผมกรอกส่งไปถึงเขาอะครับ
ช่วยตอบหน่อยนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ศักดิ์พล พิทักษ์พงศ์สนิท
สวัสดีครับ
ปรกติแล้ว แม้ว่าเรายังไม่กรอกข้อมูล tax ส่งไปให้ ทาง CJ ก็ทำการ Update Account ของเราตามปรกติครับ
แต่ถ้าหากว่ามั่นใจว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้น และไม่ได้รับค่า commission ก็ให้แจ้งเรื่องไปทาง CJ ได้เลยครับ